ท่องเที่ยวไทย » กู้วิกฤติทัวริสต์จีน ฟื้นเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

กู้วิกฤติทัวริสต์จีน ฟื้นเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

19 December 2018
26   0

กู้วิกฤติทัวริสต์จีน ฟื้นเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

ตลอดช่วงที่ผ่านมา มีข่าวร้ายที่กระทบต่อการท่องเที่ยวไทยมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อ “นักท่องเที่ยวจีน” ซึ่ง 3 เดือนที่ผ่านมานับจากโศกนาฏกรรมเรือล่มที่อ่าวภูเก็ต แนวโน้มของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้กลับทรุดฮวบดิ่งลงอย่างน่าใจหาย

ทำเอาทุกฝ่ายตื่นตระหนกพากันตั้งคำถามเกิดอะไรขึ้นกับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ เหตุใด “ทัวร์จีน” ที่เคยหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวเมืองไทยชนิดหัวกระไดไม่เคยเหือดแห้งถึงทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วถึงปานนี้

แม้สถานการณ์ล่าสุด จำนวนนักท่องเที่ยวไทยในภาพรวมคงขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เมื่อเทียบกับอดีต และเพื่อนบ้านอื่นๆในภูมิภาคเดียวกัน แต่เป้าหมายที่ทุกฝ่ายตั้งไว้ใน

ปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวจากจีนเข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากถึง 12 ล้านคน วันนี้เริ่มระส่ำอย่างเห็นได้ชัด

จ่อจะกลายเป็นวิกฤติที่ทุกหน่วยงานต่าง “มืดแปดด้าน” อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากจีนเมินหน้าหนีจากประเทศไทย หรือว่าเมืองไทยเรา “สิ้นมนต์ขลัง” แล้วกระนั้นหรือ?

“ทีมเศรษฐกิจ” ถือโอกาสนี้ประมวลต้นสายปลายเหตุวิกฤตินักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ “ทัวร์จีน” ที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมสแกนมาตรการฟื้นฟูตลาดท่องเที่ยวไทยที่รัฐบาลเพิ่งระดมสรรพกำลังอยู่ในเวลานี้ ดังนี้ :

********

ย้อนรอยทัวร์จีนดิ่งเหว!

สัปดาห์ที่ผ่านมา “นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แถลงสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในเดือน ก.ย.2561 ที่แม้ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยจะยังคงขยายตัวได้ดี

โดยภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.) ของปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 28.54 ล้านคน ขยายตัว 8.71% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาสร้างรายได้รวม 1,490,458 ล้านบาท ขยายตัว 10.95% จากช่วงเดียวกัน

แต่ในส่วนของนักท่องเที่ยวจีน ที่แม้ยังคงมีจำนวนสูงสุดถึง 648,000 คน แต่หดตัวลงจากเดือน ก.ย.ของปีที่แล้วถึง 14.89%

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ สถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนนั้นทะลักล้นมาตั้งแต่ต้นปี ด้วยจำนวน 970,015 คน เพิ่มขึ้น 12.84% จากช่วงเดียวกันและพีกสุดในเดือน ก.พ.ถึง 1,200,479 คน ขยายตัวถึง 51.95% ขณะที่ในเดือน มี.ค.-มิ.ย.นั้นปริมาณนักท่องเที่ยวจีนยังคงยืนอยู่ในระดับ 900,000-1,000,000 คน

แต่หลังจากวันที่ 5 ก.ค.2561 ที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมเรือฟินิกซ์ล่มที่ จ.ภูเก็ต จนมีนักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิตไปถึง 47 ราย บาดเจ็บ 37 ราย สิ่งนี้ได้กลายเป็นเหมือน “คลื่นสึนามิ” ที่ซัดเข้าใส่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวจีนถึง 30% ของรายได้ที่มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่ตั้งเป้าในปีนี้ไว้ 2 ล้านล้านบาท

เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สถานการณ์ท่องเที่ยวของไทยและนักท่องเที่ยวจีนพลิกผันจาก “หน้ามือเป็นหลังมือ” ปริมาณของนักท่องเที่ยวจีนที่หดหายไป และยังคงมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นดังกล่าว

ก่อให้เกิดคำถามว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับนักท่องเที่ยวที่เป็นเป้าหมายหลักของประเทศกลุ่มนี้!!

ผวาปัญหา “ความปลอดภัย”

ขณะที่ “นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้ย้อนรอยวิกฤติทัวร์จีนว่า รัฐบาลจีนได้ “ส่งสัญญาณ” เรียกร้องให้ไทยเร่งหามาตรการความปลอดภัยให้กับคนจีนที่มาเที่ยวประเทศไทย โดย นายลั่ว ซู่กัง รมว.วัฒนธรรมและท่องเที่ยวของจีน ได้หยิบยกข้อมูลคนจีนที่เสียชีวิตในไทย ให้ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้เห็นว่าจำนวนคนจีนที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศปีละ 100 ล้านคนและ 10% ในนั้นเดินทางมาประเทศไทย

แต่คนจีนที่ไปเที่ยวนอกประเทศและเสียชีวิตนั้น กว่า 40% มาเสียชีวิตที่ประเทศไทย!

“ความรู้สึกของเราเหมือนถูกเขายกใบเหลืองใส่ ตอนนี้ความรู้สึกของชาวจีนที่มีต่อไทยกำลังมีอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายทั้งโกรธ กลัว และคลางแคลงใจ คนจีนยังโกรธที่เกิดเหตุเรือล่มจังหวัดภูเก็ตที่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีการเอาผิดข้าราชการแม้แต่คนเดียว ไหนจะเรื่องเตือนภัยไข้เลือดออกระบาดที่จีนเอาไปรายงานใหญ่โตผ่านทีวีบ้านเขา

และสุดท้ายเขายังมาแคลงใจที่คนจีนถูก รปภ.ของสนามบินดอนเมืองทำร้าย แม้แต่เรื่อง “ค่าทิป 300 บาท” ที่มีข่าวออกในจีนว่าถูกเรียกค่า “เสี่ยวเฟ่ย” ที่เก็บแต่กับจีนชาติเดียวในการขอ Visa on Arrival หรือขอทำวีซ่าที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้า
เมือง (ตม.)

จึงมองว่าปัญหานี้ต้องแก้ด้วยการแก้ “ความกังวลคับข้องใจ” นั่นคือการสร้างระบบดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวให้ดีที่สุด พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้เอกชนร่วมมือออกมาตรการต่างๆที่สามารถทำกันได้เอง ตั้งแต่การจัดทำทัวร์คุณภาพ การเลือกใช้รถโดยสารที่มีอายุไม่เกิน 20 ปี การเลือกใช้เรือที่เอกชนย่อมรู้ดีว่าลำไหนไว้ใจได้

และสุดท้ายคือให้เอกชนกล้ารับปากว่าจะดูแลนักท่องเที่ยวจีนไม่ให้มาเสียชีวิตในไทยอีก!

กระทุ้งทุกฝ่ายร่วมมือแก้ปัญหา

ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ดิ่งเหวลงข้างต้น ยังทำให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเศรษฐกิจในภาพรวม สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหามาตรการรับมือเป็นการเร่งด่วน

ทั้งยังให้นโยบายเร่งด่วนจำเป็นต้องกระตุ้นนักท่องเที่ยวจีนกลับมาทันทีด้วย “มาตรการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า” ที่ช่องทางอนุญาตด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival หรือ VOA) เป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งไม่เพียงแต่นักท่องเที่ยวจีนที่จะได้อานิสงส์ ยังรวมไปถึงนักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 21 ประเทศอีกด้วย

ขณะที่มุมมองของ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา มองว่า แม้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในเดือน ก.ย.ที่ 651,738 คน จะลดลง 14.80% จากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว แต่ถ้านำกราฟนักท่องเที่ยวจีนย้อนหลังตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบันมีทิศทางที่ดีขึ้นมาโดยตลอดทุกปี โดยในปี 2560 และต้นปี 2561 ก่อนเกิดอุบัติเหตุเรือล่ม นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวไทยสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน แม้แต่ช่วงที่ต่ำสุดของปีนี้ ก็ยังมีปริมาณมากกว่ายอดสูงสุดของอีกหลายๆปี

ทั้งยังได้หยิบยกข้อมูลของตลาดนักท่องเที่ยวจีนว่า ทางการจีนกำลังจะเพิ่มจำนวนผู้ถือหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้มีปริมาณมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว จากจำนวนคนจีนที่เดินทางออกนอกประเทศจากปีละ 100 ล้านคนเศษเป็น 300 ล้านคนเศษในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ทำให้มองว่า เราควรคำนึงถึงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการไว้ล่วงหน้า ทั้งเรื่องความสะดวก ความสะอาด ความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยในแหล่งท่องเที่ยวก่อน

เคาะมาตรการ VOA สัปดาห์นี้

อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้รองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะขอเรียกดูข้อมูลด้านท่องเที่ยวทั้งหมดอีกครั้งว่า เพื่อตัดสินใจ “เคาะ” มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) หรือ VOA หรือไม่

และหากมีความจำเป็นต้องงัดมาตรการดังกล่าวออกมาใช้จะยกเว้นให้ทั้งหมด 2,000 บาท หรือลดลงเพียงครึ่งหนึ่งเหลือ 1,000 บาทพร้อมนำความเห็นของ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาข้างต้นมาประกอบการตัดสินใจ

ขณะที่ในส่วนของภาคเอกชน ต่างตั้งแท่นรอดูท่าทีของรัฐบาล รวมทั้งรอมาตรการที่จะออกมา โดยหากรัฐบาลตัดสินใจงัดมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า VOA ความกังวลของเอกชนที่ผวากันว่าเครื่องบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลท์) จากจีนที่ส่อแววจะยกเลิกมาไทยจะหมดลงไปในทันที